msgbartop
Just another THai Pay Online Shop weblog
msgbarbottom

13 Oct 08 เคล็ดลับบรรเทาอาการ ไมเกรน

เคล็ดลับบรรเทาอาการไมเกรน

บรรดาคนวัยทำงานที่อยู่ในภาวะคร่ำเคร่งกับการทำงาน นั่งหน้าคอมพิวเตอร์ทั้งวัน และขาดการบริหารกล้ามเนื้ออย่างสม่ำเสมอ

ทราบหรือไม่ว่า นี่เป็นสัญญาณอันตรายที่จะบ่งบอกให้รู้ว่าบุคคลเหล่านี้กำลังมีโอกาสเสี่ยงกับการเป็นโรคยอดฮิตติดชีวิตคนเมือง นั่นก็คือ โรคปวดศีรษะเรื้อรัง หรือ อาการปวดศีรษะ “ไมเกรน” นั่นเอง

แพทย์อายุรเวทวิภาพร สายศรี แพทย์อายุรเวทแผนไทยประยุกต์ จากคลินิกรักษาไมเกรน ดอกเตอร์แคร์ อธิบายว่า สาเหตุของอาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดจาก การเกร็งตัวสะสมของกล้ามเนื้อ 4 ส่วน หลัก คือ Splenius, Suboccipitals, Sternocleidomastoid, และ Trapezius ซึ่งทำให้เกิด Trigger Point กดทับ เส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ ทำให้มีปริมาณเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยงบริเวณศีรษะได้น้อย โดยอาการ จะเริ่มจากการปวดบริเวณท้ายทอย ขมับ และหน้าผาก เป็นประจำ ซึ่งเป็นอาการของ Tension Headache และ เมื่อกล้ามเนื้อมีการเกร็งสะสมเพิ่มขึ้น ประกอบกับผู้ป่วยไวต่อปัจจัยกระตุ้นบางชนิด เช่น แสงแดด ความร้อน กลิ่นบางชนิด จะทำให้กล้ามเนื้อมีการเกร็งตัวเพิ่มขึ้นอย่างเฉียบพลันเมื่อเผชิญกับปัจจัยดังกล่าว ทำให้บริเวณ ศีรษะขาดเลือด หัวใจจึงปั๊มเลือดที่มีแรงดันเกินปกติ เมื่อเส้นเลือดบริเวณศีรษะได้รับแรงดันเลือดที่สูงจึงมีการ ขยายตัวผิดปกติ และทำให้เกิดการปวดศีรษะข้างเดียว โดยปวดตุ๊บๆ ตามการเต้นของหัวใจ หรือเรียกว่าการ ปวดศีรษะแบบไมเกรน

 

รูปแสดงถึงตำแหน่ง Trigger Point ที่อยู่บริเวณคอ โดย Trigger Point ที่ตำแหน่ง ดังกล่าวจะกดทับเส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงบริเวณ ศีรษะ ทำให้บริเวณศีรษะขาดเลือดและออกซิเจน นอกจากนี้ การอักเสบของ Trigger Point จะทำให้ เกิดอาการปวดในบริเวณสีแดง คือบริเวณหลัง ศีรษะ กลางศีรษะ ขมับ และกระบอกตา

 

“หลายคนมองว่า อาการปวดศีรษะเป็นเรื่องธรรมดา เพราะเมื่อรู้สึกปวดแล้วทานยาแล้วพักผ่อน อาการก็หายไปเอง แต่สำหรับผู้ป่วยไมเกรนเรื้อรัง ที่ปวดศีรษะมากกว่า 4 ครั้งต่อเดือน โดยปวดติดต่อกันหลาย ชั่วโมง มีอาการตาพร่ามัว คลื่นไส้ และอาเจียนร่วมด้วย ซึ่งอาการดังกล่าวทำให้ผู้ป่วยได้รับความทรมาน และ ไม่สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ การใช้ยาแก้ปวดไม่สามารถรักษาอาการไมเกรนได้ เพียงแค่บรรเทาอาการปวด เพียงชั่วคราวเท่านั้น ยิ่งไปกว่านั้นการใช้ยาอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลเสียต่อตับและไตของผู้ป่วย”

สำหรับการดูแลเพื่อป้องกันและบรรเทาอาการปวดศีรษะไมเกรนนั้น แพทยอายุรเวทวิภาพร กล่าวว่า เนื่องจากอาการไมเกรนเกิดจากการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อซึ่งไปกดทับเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นต่างๆ เช่นฮอร์โมน ความเครียด ความร้อน ฯลฯ ดังนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรคไมเกรน เราควรที่จะ

1. บริหารโดยการยืดกล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ
2. หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้เกิดการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อนานๆ เช่นการใช้คอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานานๆ การนั่งทำงานต่อเนื่อง การใช้กล้ามเนื้อซ้ำๆ
3. การฝึกสมาธิเพื่อลดความเครียดของจิตใจ (ซึ่งมีผลต่อการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ)

แต่ในกรณีที่มีอาการปวดศีรษะไมเกรนเกิดขึ้น เพื่อที่จะบรรเทาอาการปวดให้น้อยลง และมีระยะเวลา การปวดที่สั้นที่สุด เมื่อรู้สึกตัวว่าจะเริ่มมีอาการ ผู้ป่วยควร หยุดกิจกรรมที่มีการใช้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอทั้งหมด, พักผ่อนทันทีเมื่อเริ่มมีอาการ, ทำให้กล้ามเนื้อมีการคลายตัว โดยการยืดกล้ามเนื้อ และ ทำจิตใจให้มีสมาธิ เพื่อบังคับให้กล้ามเนื้อคลายตัวออก

ในส่วนการรักษาของคลินิกรักษาไมเกรน ดอกเตอร์แคร์ ได้คิดค้นและพัฒนาวิธีการรักษาไมเกรน ซึ่งเป็นการ รักษาแบบ ผสมผสานความรู้ทางด้านกายวิภาค ร่วมกับการกดจุด การยืดกล้ามเนื้อ และการสลาย Trigger Point ที่กดทับเส้นเลือดที่ขึ้นไปเลี้ยงบริเวณศีรษะ โดยเป็นเทคนิคการรักษาที่ทางคลินิกได้พัฒนาขึ้นเพื่อรักษาโรคไมเกรนโดยเฉพาะ

“ผู้ป่วยที่เข้ามารักษาที่คลินิก เป็นผู้หญิงมากกว่าร้อยละ 75 การที่ผู้หญิงเป็นไมเกรนมากกว่าผู้ชาย อาจมีสาเหตุมาจากโครงสร้างของกล้ามเนื้อที่ไวต่อการเกร็งตัวมากกว่ากล้ามเนื้อของผู้ชาย และฮอร์โมนเพศ หญิงซึ่งอาจเป็นตัวกระตุ้นการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ ส่วนหลังการรักษาแล้วอาการไมเกรนจะกลับมาอีกหรือไม่ ขึ้นอยู่กับพฤติกรรมการทำงาน และการ บริหารร่างกายของผู้ป่วย ถ้าผู้ป่วยสามารถหลีกเลี่ยงลักษณะงานที่ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณบ่าและคอเกร็งตัว และบริหารกล้ามเนื้อที่ถูกวิธีอย่างสม่ำเสมอ ผู้ป่วยก็สามารถห่างไกลจากอาการไมเกรนที่สร้างความทุกข์ ทรมานได้”

เพื่อศึกษาข้อมูลที่ละเอียดเกี่ยวกับโรคไมเกรน ผู้สนใจสามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดได้ที่ www.drcareclinic.com

Tags: , ,

13 Oct 08 9 วิธีหนีความอ้วน

 อยากผอมทำยังไงดีคะ? แน่นอนว่าถ้าสาวๆ ไม่เลือกอดอาหารยอมหิวจนตาลายก็ต้องโหมออกกำลังอย่างหนักเหลือทน แต่วันนี้เรามีทางเลือกให้คุณผอมหุ่นเพียวสวยด้วยวิธีง่ายๆ มาเสริฟถึงที่ค่ะ ที่สำคัญไม่ต้องอดอาหารและไม่จำเป็นต้องโหมออกกำลังกายค่ะ แค่เปลี่ยนพฤติกรรมแสนง่าย 9 อย่างเท่านั้นเองค่ะ

 

1. นอนหลับให้เต็มอิ่ม
จากการวิจัยของสถาบัน Howard Hughes Medical มหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด พบว่ายิ่งคุณนอนน้อยเท่าใด ร่างกายของคุณก็ดูเหมือนว่าจะยิ่งผลิตฮอร์โมน leptin ได้น้อยลงเท่านั้น ซึ่งนั่นก็จะมีผลต่อน้ำหนักตัว เนื่องจาก leptin จะเป็นตัวช่วยกระตุ้นน้ำหนักให้ลดลงได้ถึง 2 ทาง คือ มันจะช่วยลดความอยากในการรับประทานได้ โดยการบอกสมองว่า “นี่! หยุดเคี้ยวซักทีเถอะ อิ่มจนท้องจะแตกอยู่แล้วนะ” และอีกด้านหนึ่งมันก็จะกระตุ้นให้คุณใช้พลังงานมากขึ้นซะอีกด้วย ยิ่งกว่านั้นยังเห็นได้ชัดอีกว่าเมื่อเรานอนน้อยร่างกายก็จะไปต้านการลดลงของน้ำหนัก จากการที่ ghrelin ฮอร์โมนซึ่งทำหน้าที่กระตุ้นความอยากอาหาร จะมีปริมาณสูงกว่าในบรรดาผู้ที่นอนไม่พอ (แต่ถ้าเกิดคุณนอนไม่พอในคืนหนึ่ง ลองพยายามงีบหลับให้ได้ในวันต่อมา เพราะฮอร์โมนจะไปทำให้คุณต้องปิดตาหลับภายใน 24 ชั่วโมงแน่นอน)

  

2. ปิดวิทยุซะ
คุณรู้มั้ยว่าเวลาตามร้านอาหารต่างๆ ถ้าเขาอยากจะให้ลูกค้าภายในร้านจัดการกับอาหารตรงหน้าให้เสร็จเรียบร้อยแล้วก็รีบออกจากร้านไปโดยเร็วนั้น ทางร้านก็จะเปิดเพลงจังหวะเร็ว (ประมาณ 120-130 จังหวะต่อนาที) ซึ่งหากมองอีกมุมหนึ่งถือว่าเป็นเหตุผลที่ดีนะคะ เพราะว่าจังหวะเพลงที่เร็วนี้จะทำให้คุณใส่ใจกับการรับประทานอาหารตรงหน้ามากขึ้นค่ะ
ฉะนั้นก่อนมื้ออาหารถ้าอยากผอมจงเลือกเอาว่าจะปิดวิทยุของคุณซะ หรือจะบรรเลงใส่แผ่นเพลงเบาๆ ใส่เครื่องเสียงของคุณระหว่างทานอาหารมื้ออร่อย

 

3. กินให้ครบทุกมื้อ
ข้อนี้สำหรับสาวๆ ที่ชอบอดอาหารมื้อเช้าเพื่อความผอม เพราะเชื่อเถอะค่ะว่าไม่มีประโยชน์หรอก ซ้ำยังทำให้คุณอ้วนขึ้นอีกด้วย ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกนะในเมื่อเช้าคุณไม่ได้ทานอะไรด้วยเหตุอยากผอม แต่กลายเป็นว่าตกกลางวันคุณกลับหิวไส้แทบขาด ฉะนั้นไม่ว่าอะไรที่คุณหยิบจับขึ้นมาได้ ก็ขนใส่ปากไปไม่บันยะบันยังซะหมด ทั้งนี้ก็เนื่องมาจากเหตุผลหลายๆ อย่าง อาทิ เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดลดต่ำลง คุณก็จะรู้สึกโหยหาอาหารอย่างแรง ซึ่งเป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายค่ะ และด้วยกลไกทางด้านความรู้สึกนึกคิด เมื่อคุณไม่ได้ทานอาหารมื้อเช้า มื้อถัดมาคุณก็จะทานมากขึ้น เพราะคิดว่า “เอาเถอะน่าเมื่อเช้ายังไม่มีอะไรตกถึงท้องเลย ชดเชยซะหน่อยแล้วกัน” ที่สำคัญร่างกายของคุณก็จะยิ่งคิดว่าตอนนี้คุณอยู่ในภาวะขาดอาหาร ฉะนั้นระบบเมตาโบลิซึมของคุณจะค่อยๆ ทำงานช้าลง นั่นแปลว่าการเผาผลาญพลังงานก็จะต่ำลงไปด้วย เข้าใจง่ายๆ ก็ “คราวนี้แหละคุณขา อ้วนแน่ๆ” 

4. อย่าเอะอะอะไรก็ใช้รถๆ หัดเดินซะบ้าง
อย่าปฏิเสธว่าข้อนี้ไม่จริงเลย เพราะการใช้รถในแต่ละวันจะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 6% ต่อชั่วโมง แต่ในทางกลับกันทุกๆ ไมล์ในการเดินของคุณในแต่ละวันจะกลับเป็นการลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึง 8 % แล้วจะทำอย่างไรดีล่ะ ง่ายๆ ค่ะ เวลาคุณคุยโทรศัพท์เม้าส์กับเพื่อนสาวเรื่องยัยเพื่อนร่วมงานตัวแสบเนี่ยช่วยได้นะ แค่คุยไปคุยมาแล้วเดินวนรอบห้องเผลอแป๊ปเดียวก็เดินเป็นกิโลๆ

แล้วล่ะยิ่งถ้าเราจะขว้างแคลอรี่ไปไกลๆ จากเราจริงๆ ล่ะก็ เวลาดูทีวีพอถึงช่วงเบรคโฆษณาก็ลุกขึ้นย้ายตัวเองไปรอบๆ บ้าง หรือไม่ก็ลองขึ้นๆ ลงๆ บันไดบ้านนี่ล่ะดู ผลัดกับการเดินเร็วๆ จากห้องหนึ่งไปยังห้องหนึ่งในบ้านดูสิ หรือเด็ดสุดก็อีตอนช้อปปิ้งนี่แหละ เซย์โนลิฟท์และบันไดเลื่อนสิคะ รับรองผอมค่ะ

 

5. แค่โดนแดดบ้างก็ผอมแล้ว
อย่างงค่ะ คุณคงไม่รู้มาก่อนว่าแสงแดดทำให้ผอมได้ เพราะร่างกายของเราต้องการแสงแดดเหมือนกัน เพื่อไปผลิตฮอร์โมน serotonin ซึ่งมีส่วนในการไปช่วยลดความอยากน้ำตาลและอาหารอย่างอื่นด้วย ดังนั้นเมื่อคุณเริ่มที่จะอยากทานพวกขนุกขนมก็เดินออกไปรับแดดแทนแล้วกัน อืม…แล้วแม้แต่ช่วงอากาศเย็นๆ ก็เถอะหากเปิดผ้าม่าน บานเกล็ด ระหว่างวันซะบ้างก็ยังดีนะ (แต่อย่าอยากขนมมากทั้งวันนะ ไม่งั้นคงต้องไปตากแดดจนมะเร็งผิวหนังถามหาแน่ๆ )

 

6. อย่าเก็บคุ๊กกี้หรืออาหารอย่างอื่นไว้ในโถแก้ว
เพราะถ้าคุณเก็บอาหารไว้ในที่ๆ ไกลสายตาหน่อย มันก็ง่ายที่จะป้องกันไม่ให้ของอ้วนๆ มาเย้ายวนเรา ผู้เชี่ยวชาญจากมหาวิทยาลัยคอร์แนลได้แนะว่าสาวๆ จะกินของหวานได้มากขึ้นเมื่อเห็นมันจัดวางอยู่บนโต๊ะเด่นชัดสวยงาม ดังนั้นมาลองเก็บของหวานทั้งหลายไว้ในภาชนะทึบแสงหรือไปวางไว้ไกลๆ ตาไกลๆ จมูกจะดีกว่านะคะ

 

7. วางส้อมลงทุกครั้งที่เคี้ยว
ช่วงเวลา 20 นาที เป็นเวลาที่กระเพาะอาหารจะส่งสัญญาณไปบอกสมองว่าอิ่มแล้ว ดังนั้นเมื่อคุณทานอาหารเร็วเกินไป ร่างกายของคุณก็จะไม่มีเวลาพอที่จะรับรู้ได้ว่าถึงเวลาที่ควรอิ่ม ผลที่ตามมาก็คือคุณทานมากไป การทานช้าลงเท่านั้นค่ะที่ช่วยได้ คุณอาจจะใช้ตะเกียบมาเป็นตัวช่วยในการทานอาหารก็ได้ จะทำให้คุณทานอาหารได้ช้าลง (ส่วนหนึ่งอาจจะเพราะมัวแต่สาละวนอยู่กับการใช้ตะเกียบให้ถนัดมือ) หรือลองอีกวิธีที่จะทำให้คุณรับรู้ได้ถึงรสอร่อยของอาหารมากขึ้น โดยเคี้ยวแต่ละคำให้ได้เวลาราว 30 วินาที แค่นี้คุณก็จะเห็นได้เลยว่าการทานอาหารช้าๆ ทำให้รับรู้ถึงรสชาติอาหารดีขึ้นและผอมค่ะ

 

8. เปิดไฟทานอาหาร
ในห้องที่มืดสลัว จะทำให้คุณทานได้มากขึ้น ทำไมน่ะเหรอ คำตอบอยู่ที่ทฤษฎีหนึ่งที่กล่าวไว้ว่าแสงไฟมืดสลัว จะทำให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและเพลิดเพลินกับการรับประทานมากขึ้น ในทางกลับกันมีการวิจัยว่าเมื่อคุณทานอาหารในห้องที่สว่าง ก็ดูเหมือนว่าคุณจะทานอาหารได้ลดลง

 

9. แค่โกรธก็อ้วนแล้ว
ถ้าคุณไม่รู้จักระงับอารมณ์คุณก็มีสิทธิ์อ้วนได้ ยังไงน่ะเหรอ ก็เวลาที่คุณเกิดอารมณ์โกรธขึ้นมา ระดับของฮอร์โมน cortisol ในร่างกายก็จะเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้น้ำหนักเพิ่มขึ้นได้ จากผลงานวิจัยพบว่าเมื่อคนเราโกรธ และหากยิ่งโกรธถี่ขึ้นเท่าไหร่ นั่นก็ดูเหมือนว่าจะเป็นการเพิ่มน้ำหนักและรอบเอวหนาๆ ในทางอ้อม (แถมยังเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อปัญหาของระบบหัวใจอีกต่างหาก) ดังนั้นคราวหน้าถ้าใครมายั่วอารมณ์คุณ ก็นับ 1-10 สูดหายใจลึกๆ ตั้งสติดีๆ แค่นั้นเอง นึกซะว่าเพื่อผอมๆๆๆ หรือใช้นิ้วโป้งนวดคลึงเบาๆ บริเวณขมับเพื่อการผ่อนคลายก็ได้ค่ะ
ที่มาข้อมูล :นิตยสาร Health Today

Tags: , , ,

My Link

Counter Service

รวยด้วยคอมเมนท์ Hi5!!